<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-3050373781870455574</id><updated>2011-04-21T14:29:52.530-07:00</updated><title type='text'>Club Heart</title><subtitle type='html'>แลกเปลี่ยนเรียนรู้การดูแลผุ้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://ducky2518.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3050373781870455574/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ducky2518.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>ม่อน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10363748774717162611</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>4</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3050373781870455574.post-8834592852762514272</id><published>2009-01-20T07:46:00.000-08:00</published><updated>2009-01-20T07:59:33.622-08:00</updated><title type='text'>Echocardiogram</title><content type='html'>&lt;span style="color:#009900;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง(Echocardiogram)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#009900;"&gt;ด้วยหลักการสะท้อนกลับของคลื่นเสียงความถี่สูง ซึ่งจะส่งผ่านผนังทรวงอกไปถึงหัวใจโดยหัวตรวจชนิดพิเศษ เมื่อคลื่นเสียงความถี่สูง ผ่านอวัยวะต่างๆจะเกิดสัญญาณสะท้อนกลับ ซึ่งแตกต่างกันระหว่างน้ำ เนื่อเยื่อ คอมพิวเตอร์จะนำเอาสัญญาณเหล่านี้มาสร้างภาพ ดังนั้น ภาพที่เห็นก็คือหัวใจของผู้ป่วย Echocardiogram จึงช่วยให้ แพทย์สามารถวินิจฉัยโรค พยากรณ์โรค ตรวจหาความรุนแรง ติดตามผลการรักษา ในโรคหัวใจและ หลอดเลือดได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคหัวใจแต่กำเนิด โรคลิ้นหัวใจพิการ โรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการ โรคของเยื่อหุ้มหัวใจ แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะไม่เห็นหลอดเลือดหัวใจโดยตรง และ อาจได้ภาพ ไม่ชัดเจนในผู้ป่วยที่อ้วนหรือผอมมาก หรือ มีถุงลมโป่งพอง เนื่องจากไขมันและอากาศขัดขวางคลื่นเสียงความถี่สูง&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#009900;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การตรวจ Echo นิยมทำ 2 วิธีคือ&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff6600;"&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;1. ตรวจโดยการใช้หัวตรวจ ตรวจบริเวณผนังทรวงอกด้านนอก (Tran Thoracic Echocardiogram) เป็นการตรวจที่นิยม ทำกันทั่วไป วิธีการค่อนข้างง่าย ไม่เจ็บตัว ไม่มีอันตรายใดๆ เมื่อตรวจเสร็จเรียบร้อย ท่านจะสามารถทราบผลการตรวจได้ทันที&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff6600;"&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;2. ตรวจโดยการใช้หัวตรวจ สอดผ่านช่องปาก เข้าไปอยู่ในหลอดอาหาร ซึ่งเป็นตำแหน่งด้านหลังของหัวใจโดยตรง (Tran Esophageal Echocardiogram) การตรวจวิธีนี้ สามารถตรวจโครงสร้างของหัวใจ และ หลอดเลือดที่อยู่ด้านหลังหัวใจ เช่น หัวใจห้องซ้ายบน ลิ้นหัวใจ ผนังกั้นห้องหัวใจ ได้ชัดเจนกว่าวิธีแรก วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยบางราย เช่น ผนังหน้าอก หนามาก (อ้วน) เป็นต้น แต่การตรวจวิธีนี้ไม่ได้ใช้ทดแทนการตรวจวิธีแรก จะทำเฉพาะในรายที่มีข้อบ่งชี้เท่านั้น เนื่องจากอาจมีอันตรายต่อหลอด อาหารได้ แต่ก็พบน้อยมาก น้อยกว่าร้อยละ 0.5&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff6600;"&gt;&lt;em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;การเตรียมตัวก่อนตรวจ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;strong&gt;สำหรับการตรวจวิธีที่ 1 ไม่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าแต่ประการใด&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;strong&gt;การตรวจวิธีที่ 2 ต้องเตรียมดังนี้ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;strong&gt;ผู้รับการตรวจจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้งดน้ำงดอาหาร 4 - 6 ชม. ก่อนตรวจ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;strong&gt;ผู้รับการตรวจต้องไม่มีประวัติแพ้ยาและประวัติกลืนลำบาก &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;strong&gt;ในวันตรวจหากผู้รับการตรวจมีฟันปลอม ควรถอดเก็บไว้ก่อน &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;ผู้รับการตรวจทุกรายต้องลงชื่อในใบยินยอม ก่อนการตรวจทุกครั้งการตรวจ Echo สามารถทำได้ในผู้ป่วยทุกเพศ วัย แม้กระทั่งสตรีมีครรภ์ โดยจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆทั้งสิ้น ทั้งนี้เนื่องจาก ไม่ได้มีการ ใช้รังสีเข้ามาเกี่ยวข้องแต่เป็นการใช้ประโยชน์จากคลื่นเสียงเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3050373781870455574-8834592852762514272?l=ducky2518.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ducky2518.blogspot.com/feeds/8834592852762514272/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3050373781870455574&amp;postID=8834592852762514272' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3050373781870455574/posts/default/8834592852762514272'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3050373781870455574/posts/default/8834592852762514272'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ducky2518.blogspot.com/2009/01/echocardiogram.html' title='Echocardiogram'/><author><name>ม่อน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10363748774717162611</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3050373781870455574.post-4807566407641993411</id><published>2009-01-20T07:18:00.000-08:00</published><updated>2009-01-20T08:02:02.779-08:00</updated><title type='text'>เจ็บแน่นหน้าอก</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;เจ็บแน่นอก....ไม่ใช่แค่อาการเตือน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;font-size:130%;"&gt;หัวใจของเราเป็นอวัยวะหนึ่งที่ทำงานหนักที่สุดตลอดชีวิต ดังนั้นหากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจเหล่านี้เกิดการตีบ หรืออุดตัน หรือมีการหดตัวอย่างรุนแรงและเป็นเวลานาน ก็จะนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตายได้ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบริเวณนั้นเสียหาย จากการขาดออกซิเจนและสารอาหาร เมื่อนานเข้าก็เกิดความเสียหายที่ไม่สามารถคืนดีดังเดิมได้ กล้ามเนื้อหัวใจที่ตายจะหยุดทำงาน ผู้ป่วยอาจเกิดหัวใจวายและหากรุนแรงอาจเสียชีวิต ดังนั้นโรคหัวใจจึงเป็นโรคที่จำเป็นต้องรับการรักษาอย่างรวดเร็วและทันท่วงที ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยรู้สึกว่า มีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแปลบบริเวณหน้าอก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ปวดกรามหรือใจสั่น โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เบาหวาน, ความดันเลือดสูง, ไขมันในเลือดสูง จึงควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อให้แพทย์สามารถรักษาโดยการเปิดหลอดเลือดหัวใจได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายน้อยที่สุด เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;font-size:130%;color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;font-size:130%;color:#993399;"&gt;ในปัจจุบัน การเปิดหลอดเลือดหัวใจทำได้หลายวิธี ขึ้นกับระยะเวลาที่เป็น, ความพร้อมของสถานบริการ และความรุนแรงของผู้ป่วย โดยวิธีที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ ได้แก่&lt;br /&gt;1. การให้ยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งสามารถให้การรักษาได้ทุกแห่ง ถ้าไม่มีข้อห้ามใช้ยา โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยมาถึงแพทย์ ภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังจากเกิดอาการ และยังให้ผลดีบ้าง ถ้าได้รับยาภายใน 6 ชั่วโมง ปัจจุบันเรามียาละลายลิ่มเลือดตัวใหม่ ชื่อ “ Tenecteplase” ซึ่งเป็นยาละลายลิ่มเลือดที่ออกฤทธิ์เร็ว มีประสิทธิภาพในการเปิดหลอดเลือดได้ดี เมื่อเทียบกับยากลุ่มเดิม สามารถลัดเข้าหลอดเลือดดำทันทีไม่ต้องเตรียม ไม่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ทำให้ลดระยะเวลาที่เสียไประหว่างรอการรักษา&lt;br /&gt;2. การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน ร่วมกับการฝังขดลวดค้ำยัน ซึ่งเป็นการรักษาที่ดีและได้ผลรวดเร็ว ซึ่งอาจทำได้เลยตั้งแต่ผู้ป่วยมาถึงหรือมีข้อจำกัดไม่สามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดได้ หรือในกรณีที่ให้ยาละลายลิ่มเลือดแล้วผู้ป่วยยังมีอาการเจ็บหน้าอกอยู่ แต่มีข้อจำกัดที่สถานให้บริการจะต้องพร้อม ทั้งห้องตรวจสวนหัวใจ ทีมแพทย์พยาบาล ที่มีความชำนาญ &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;font-size:130%;"&gt;ภาพแสดงหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจหลังจากได้รับการขยายด้วยบอลลูน&lt;br /&gt;ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยเกิดอาการดังกล่าว จึงควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจให้ได้มากที่สุด&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3050373781870455574-4807566407641993411?l=ducky2518.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ducky2518.blogspot.com/feeds/4807566407641993411/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3050373781870455574&amp;postID=4807566407641993411' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3050373781870455574/posts/default/4807566407641993411'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3050373781870455574/posts/default/4807566407641993411'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ducky2518.blogspot.com/2009/01/blog-post.html' title='เจ็บแน่นหน้าอก'/><author><name>ม่อน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10363748774717162611</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3050373781870455574.post-7591411377141606614</id><published>2008-11-25T17:11:00.000-08:00</published><updated>2008-11-28T07:20:46.558-08:00</updated><title type='text'>เคล็ดลับเคลียปัญหาหัวใจ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;color:#6600cc;"&gt;แล้ววันนี้ถ้าใครรู้สึกเหนื่อยกับหัวที่รู้สึกว่าเจอแต่ปัญหาก็ลองมาอ่านเคล็ดลับดูได้น่ะ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;สัญญาณหัวใจเป็นสัญญาณของชีวิต เพราะก้อนกลมๆก้อนนี้ นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นคือ มันหล่อเลี้ยงชีวิตและร่างกายของเราให้คงอยู่ และก่อนที่มันจะสายอย่าปล่อยให้หัวใจของเราอ่อนแอลงทุกวันๆเลย สถิติการเป็นโรคหัวใจของคนไทยสูงขึ้นทุกวัน ถ้าเราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันบ้าง เพื่อโรคภัยไข้เจ็บไม่มากล้ำกรายในภายภาคหน้าก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินจะเริ่มต้น ถนอมเขาหน่อยดีกว่าไหม ถนอมใจคนอื่นคุณยังทำได้ แต่กับหัวใจตัวเองถึงเวลาแล้วที่ต้องหันกลับมาเหลียวแลบ้าง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;color:#33cc00;"&gt;เคล็ดลับแรก เริ่มที่...อาหาร&lt;br /&gt;อาหารที่เหมาะกับหัวใจ ที่ควรจะบริโภคได้แก่ ปลาทะเล (จะดีกว่าปลาน้ำจืดนิดหน่อย) ผัก ผลไม้ ไวน์วันละแก้ว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;ส่วนเบียร์ได้แค่ 2 กระป๋อง หรือ 1 ขวดใหญ่ นี่คือปริมาณต่อวัน เปลี่ยนจากอาหารทอดเป็นย่าง เปลี่ยนเมนูเนื้อเป็นปลา&lt;br /&gt;ทานผลไม้ทั้งเปลือก เช่น ฝรั่งหรือแอปเปิ้ล วิตามินชั้นดีอยู่ในนั้น กินไข่แต่พอดี อายุมากแล้ว สัปดาห์ หนึ่งไม่ควรเกิน 4 ฟอง เพราะไข่แดงมีคอเลสเตอรอลสูงถ้าวัยกำลังเจริญเติบโตวันละ 1-2 ฟองกำลังเหมาะ ดื่มนมไขมันต่ำกินข้าวซ้อมมือแทนข้าวขัดสี &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;เลิกเขี่ยกระเทียมเพื่อหัวใจ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;color:#cc0000;"&gt;เคล็ดลับที่2 ...หมั่นออกกำลังกาย&lt;br /&gt;การออกกำลังกายเป็นยาวิเศษ ประโยชน์ของมันก็รู้กันดี ทำให้สวย หล่อ รูปร่างดี มีความสุขสมองปลอดโปร่งโล่งสบาย กระฉับกระเฉง ว่องไว มีสิ่งเหล่านี้ปุ๊บคุณค่าในตัวเองก็บังเกิดเจิดจรัส &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;color:#cc66cc;"&gt;เคล็ดลับสายกลาง...ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม&lt;br /&gt;ลด ละ เลิก พฤติกรรมร้ายๆในชีวิตประจำวัน ขวนขวายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความนึกคิดดีๆเข้าตัวเองเพื่อชีวิตของคุณ เพื่อหัวใจดวงเดียวของคุณ เดินทางสายกลาง รักและดูแลตัวเองมากๆ เลิกบุหรี่ให้เด็ดขาด รับประทานอาหารเช้า เพิ่มพลังชีวิต &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:85%;color:#cc66cc;"&gt;พักใจด้วยการหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อคุณหลับหัวใจคุณก็ได้พักตาม ปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพเลิกเครียด &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="color:#ffcc33;"&gt;เคล็ดลับที่4... ความอ้วนก็เสี่ยง&lt;br /&gt;ข้อนี้คนอ้วนอาจแสลงใจไม่ได้บอกให้ผอมแต่ให้แข็งแรง เพราะความอ้วนเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคเบาหวาน ความดันในโลหิตสูงและอื่นๆจะตามมาอีกมาก อย่าต้องรอให้เห็นโลงศพแล้วน้ำตาเพิ่งไหล ถึงตอนนั้นอาจไม่ทันการ&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;color:#006600;"&gt;เคล็ดลีบสุดท้าย...หัวใจใครก็ต้องถนอม&lt;br /&gt;ความรัก... ถ้าความรักทำให้เลือดคุณสูบฉีดทั่วร่างนั่นเป็นข้อดีของ ความรักที่ทำให้ได้บริหารกล้ามเนื้อหัวใจ และทำให้ความรู้สึกนึกคิดและชีวิตในห้วงเวลานั้นของคุณเบ่งบานตามไปด้วย นี่คือข้อดีของความรักขั้นปฐมภูมิ&lt;br /&gt;เข้าใจตัวเอง... ข้อนี้ใครจะรู้ดีไปกว่าคุณเท่าทันตัวเองได้เท่าคุณ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;color:#006600;"&gt;สวดมนต์ เล่นโยคะ นั่งสมาธิ...ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลถึงภายใน อย่างโยคะเป็นทั้งการสร้างสมาธิและได้ออกกำลังกาย มีผลดีต่อหัวใจอย่างแรง&lt;br /&gt;อยู่กับปัจจุบัน...ก่อนเราจะรับหัวใจใครมาดูแล...โปรดกรุณาดูแลหัวใจของตัวคุณเองให้ดีก่อน!!!&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3050373781870455574-7591411377141606614?l=ducky2518.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ducky2518.blogspot.com/feeds/7591411377141606614/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3050373781870455574&amp;postID=7591411377141606614' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3050373781870455574/posts/default/7591411377141606614'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3050373781870455574/posts/default/7591411377141606614'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ducky2518.blogspot.com/2008/11/blog-post.html' title='เคล็ดลับเคลียปัญหาหัวใจ'/><author><name>ม่อน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10363748774717162611</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3050373781870455574.post-6724595366651525721</id><published>2008-11-25T11:26:00.000-08:00</published><updated>2008-11-25T16:59:23.890-08:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_3gHX62oo874/SSyeTpnhsEI/AAAAAAAAAAw/3SvsK54CRlc/s1600-h/00-4%5B1%5D.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5272763324170350658" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 119px; CURSOR: hand; HEIGHT: 104px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_3gHX62oo874/SSyeTpnhsEI/AAAAAAAAAAw/3SvsK54CRlc/s320/00-4%5B1%5D.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;ความก้าวหน้าในการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจในปัจจุบัน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:85%;color:#ff0000;"&gt;กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดมาเลี้ยงจากเส้นเลือดโคโรนารี่ซึ่งเป็นเส้นเลือดเล็กๆ แยกออกจากเส้นเลือดใหญ่ เส้นเลือด โคโรนารี่เป็นเส้นเลือดที่เกิดการตีบตันหรืออุดตันได้ง่ายและบ่อยกว่าเส้นเลือดแดงอื่นๆ เมื่อเส้นเลือดโคโรนารี่ตีบจะทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก (angina)&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;ขจัดสี่วายร้ายให้ไกลตัว&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_3gHX62oo874/SSxWuZDEM-I/AAAAAAAAAAk/Q3eXdoBf_n8/s1600-h/AddEmoticons1093%5B1%5D.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5272684618741724130" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 50px; CURSOR: hand; HEIGHT: 50px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_3gHX62oo874/SSxWuZDEM-I/AAAAAAAAAAk/Q3eXdoBf_n8/s320/AddEmoticons1093%5B1%5D.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:85%;color:#3333ff;"&gt;สี่วายร้ายที่กล่าวถึงนี้ คือ ภาวะหรือโรคที่ชอบร่วมก๊วนกันเป็นประจำ ได้แก่ ความอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดผิดปกติ ทั้งสี่เป็นภาวะหรือโรคที่เป้นภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนเราได้มากมายอย่างคาดไม่ถึง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;รักษ์หัวใจใส่ใจโคเลสเตอรอล&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_3gHX62oo874/SSxWDpFLXzI/AAAAAAAAAAc/-Nw2ZDV-qbM/s1600-h/00-4%5B1%5D.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5272683884311174962" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 144px; CURSOR: hand; HEIGHT: 174px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_3gHX62oo874/SSxWDpFLXzI/AAAAAAAAAAc/-Nw2ZDV-qbM/s320/00-4%5B1%5D.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ในปัจจุบันพบว่า การป่วยด้วยโรคเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมาก ต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจจนมีบางคน กล่าวว่า การเป็นโรคเบาหวาน เป็นเสมือนหนึ่งว่า ได้มีโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยแล้วท่านอาจมีเพื่อน ญาติ คนรู้จักในสังคม ที่จากไปอย่างกะทันหัน เนื่องมาจากโรคหัวใจ หลายๆ คนจากไปในวัยที่ยังทำงาน ทำประโยชน์ ให้ครอบครัวและสังคม จากสถิติจากกระทรวงสาธารณสุข ล่าสุดระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตสูงสุด 3 อันดับแรก ในคนไทย คือ อุบัติเหตุ มะเร็ง และโรคหัวใจ เป็นเช่นนี้ต่อเนื่องมาหลายปี โรคหัวใจขาดเลือดจากหลอดเลือดหัวใจตีบและตัน เป็นโรคที่เคยพบน้อยในอดีต กลับกลายเป็นโรคที่พบบ่อยมากในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่พันธุกรรมในคนไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลง นั่นแสดงให้เห็นว่า สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีไขมันสูงเป้นปัจจัยสำคัญมากในการส่งเสริมมให้เกิดโรคนี้ หัวใจเป็นอวัยวะที่มีความมหัศจรรย์ เริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต นับว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญ และแข็งแรงมาก หัวใจจะทำงานได้เป็นปกติต้องอาศัยการทำงานที่เป็นระบบของไฟฟ้าหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ และลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจก็เช่นเดียวกันกับกล้ามเนื้ออื่นๆ ที่ต้องการออกซิเจน และอาหารจากเลือดมาหล่อเลี้ยงเพื่อให้บีบตัวต่อไปได้ หลอดเลือดที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ประกอบด้วยหลอดเลือดแดง 2 เส้น เรียกว่า โคโรนารี่ด้านขวา 1 เส้น และด้านซ้าย 1 เส้น ซึ่งจะแตกแขนงออกเป็น 2 เส้นใหญ่ นอกจากนั้น แล้วแต่ละเส้น ยังส่งแขนงย่อยๆ ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอีกด้วย ดังนั้นหากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจเหล่านี้เกิดการตีบ หรืออุดตัน ก็จะนำไปสู่ โรคหัวใจขาดเลือด ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวได้ไม่ดี กล้ามเนื้อหัวใจตาย ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือเสียชีวิตกะทันหัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;color:#993399;"&gt;ไขมันโคเลสเตอรอลกับโรคหัวใจขาดเลือด ในร่างกายของคนเรา มีไขมันหลายชนิด ที่สำคัญ ได้แก่1. ไขมันโคเลสเตอรอลเป้นไขมันที่มีประโยชน์เป้นส่วนประกอบของเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์สมอง แต่หากมีไขมันโคเลสเตอรอลมากเกินไป ไขมันเหล่านี้จะไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย เช่น หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดที่ไต ไม่เว้นแม้แต่อวัยวะเพศ เมื่อการตีบตันของหลอดเลือด ก็ทำให้อวัยวะนี้ขาดเลือดไปเลี้ยง&lt;br /&gt;เกิดอาการต่างๆ ตามมา เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจ รวมไปถึงการหย่อยสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย เรายังอาจแบ่งไขมันโคเลสเตอรอล ได้ย่อยๆ อีก ที่สำคัญ 2 ชนิด คือ 1.1 โคเลสเตอรอล ชนิดร้าย หรือ แอล-ดี-แอล (Low Density Lipoprotein Cholesterol, LDL-C) เป็นตัวที่มีบทบาทสำคัญในการสะสมในผนังของหลอดเลือดแดง ไขมันชนิดนี้ร่างการสร้างขึ้นเองส่วนหนึ่ง และมาจากอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันจากสัตว์ 1.2 โคเลสเตอรอล ชนิดดี หรือ เอช-ดี-แอล (High Density Lipoprotein Cholesterol, HDL-C) ไขมันชนิดนี้จะช่วยในการขนถ่ายโคเลสเตอรอลที่สะสมอยู่ออกมาทำลายจึงช่วยป้องกันโรคหัวใจหลอดเลือด ดังนั้นหากยิ่งสูงจะยิ่งเป็นผลดี ไขมันนี้ร่างกายสร้างขึ้นเอง และจะสูงขึ้นในผู้ที่ออกกำลังแบบแอโรบิค อย่างสม่ำเสมอ2. ไขมันไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งที่มาจากอาหารร่วมกับร่างกายสร้างขึ้นที่ตับ ไตรกลีเซอไรด์เป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย โดยอาหารพวกแป้งและน้ำตาล รวมทั้งโปรตีนที่เหลือใช้ จะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ และถูกเก็บสะสมไว้ที่ชั้นไขมัน เพื่อเป้นพลังงานสำรอง ไขมันชนิดนี้ปัจจุบะนมีข้อมูลบ่งชี้ว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่อ้วน เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมีระดับ เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอลต่ำ&lt;br /&gt;ไขมันสูง สูงเท่าไร จึงเป็นอันตราย เป็นคำถามที่ได้ยินเสมอว่า สูงขนาดไหน จึงเป็นอันตราย ต้องเข้าใจก่อนว่า ความจริงแล้วตัวไขมันในเลือดที่สูงนั้น ไม่ได้ทำให้เกิดอาการ อาการต่างๆ เป็นผลมาจากการตีบตันของหลอดเลือดแดง ซึ่งต้องอาศัยเวลาหลายปี การสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือดแดงนี้ เริ่มพบตั้งแต่ในวัยรุ่นแล้ว ผู้ที่เสียชีวิตกะทันหันก็ไม่ได้เกิดจากไขมันลอยไปอุดตันหลอดเลือด จากข้อมูลการศึกษาต่างๆ พบว่าระดับไขมัน โคเลสเตอรอลมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดแน่นอน และหากไขมันโคเลสเตอรอล (รวม) มากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อัตราเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นมาก จากข้อมูลต่างๆ จึงกำหนดค่าของไขมันในเลือดไว้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;โคเลสเตอรอล (รวม) (Total Cholesterol)&lt;br /&gt;ระดับที่เหมาะสม น้อยกว่า &lt;/span&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_3gHX62oo874/SSxVyiVM-SI/AAAAAAAAAAU/OkJrYfxK5bY/s1600-h/d15%5B1%5D.jpg"&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5272683590441564450" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 162px; CURSOR: hand; HEIGHT: 198px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_3gHX62oo874/SSxVyiVM-SI/AAAAAAAAAAU/OkJrYfxK5bY/s320/d15%5B1%5D.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;&lt;br /&gt;200 มก.ต่อดล.&lt;br /&gt;เริ่มสูง คือ&lt;br /&gt;200-239 มก.ต่อดล.&lt;br /&gt;สูงคือมากกว่า&lt;br /&gt;240 มก.ต่อดล. &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:85%;color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:85%;color:#993399;"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;แอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอล (LDL-Cholesterol)&lt;br /&gt;ระดับที่เหมาะสม น้อยกว่า&lt;br /&gt;130 มก.ต่อดล.&lt;br /&gt;เริ่มสูง คือ&lt;br /&gt;130-160 มก.ต่อดล.&lt;br /&gt;สูง คือ มากกว่า&lt;br /&gt;160 มก.ต่อดล.&lt;br /&gt;สูงมาก คือ มากกว่า&lt;br /&gt;190 มก.ต่อดล.&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ แอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอล ในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด หรือเป็นเบาหวาน ควรให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 100 มก.ต่อดล. จะช่วยลดปัญหาแทรกซ้อนทางหลอดเลือดลงได้&lt;br /&gt;เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล (HDL-Cholesterol)ระดับที่เหมาะสม มากกว่า 40 มก.ต่อดล.สูง (เป็นผลดี) มากกว่า 60 มก.ต่อดล.&lt;br /&gt;ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides)ระดับเหมาะสม น้อยกว่า 150 มก.ต่อดล.&lt;br /&gt;บทสรุป ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโรคหัวใจขาดเลือดแพงมาก การป้องกันโรคเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าการรักษา โรคหัวใจขาดเลือดมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ บางปัจจัยไม่สามาระเปลี่ยนแปลงได้ เช่น อายุ เพศ พันธุกรรม แต่หลายปัจจัยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ไม่สูบบุหรี่ หันมาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยชะลอ หรือลดปัญหาแทรกซ้อนจากโรคหัวใจลงได้ ดังนั้นหากท่าน รักหัวใจของท่าน หรือของคนข้างเคียง กรุณาใส่ใจโคเลสเตอรอลสักนิด ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3050373781870455574-6724595366651525721?l=ducky2518.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ducky2518.blogspot.com/feeds/6724595366651525721/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3050373781870455574&amp;postID=6724595366651525721' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3050373781870455574/posts/default/6724595366651525721'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3050373781870455574/posts/default/6724595366651525721'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ducky2518.blogspot.com/2008/11/angina-3-2-1-1-2-1.html' title=''/><author><name>ม่อน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10363748774717162611</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_3gHX62oo874/SSyeTpnhsEI/AAAAAAAAAAw/3SvsK54CRlc/s72-c/00-4%5B1%5D.gif' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
